ไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งไดดองเค็มนานนับปีขนาดนี้ แต่มีเรื่องวุ่นวายกะชีวติมากๆด้วยอาการป่วยรุมเร้า ซะจนไม่มีเวลาทำไรนอกจากเดินเข้าเดินออก Emirates Clinic กะโรงพยาบาลในดูไบจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น มีเรื่งสนุกสนานจะเล่าให้ฟังมากมายก็ปรากฎว่าอดเม้าท์ กลายเป็นไดอารี่ท้ายแถวไร้แฟนคลับซะนี่
แค่วันนี้ได้ทีต่อเน็ทเอื่อยๆอยู่ที่บ้าน เอามรสุมชีวิตมาเล่าให้ฟัง หายป่วยคราวนี้สัญญาว่าจะรักสุขภาพยิ่งชีพ ไม่ปล่อยให้ร่างกายเสื่อมภาพเช่นนี้ แรกเริ่มเดิมที เป็นอาการที่ทำงานหนักหามรุ่มหามค่ำ ไปเวโอเวอร์ก็ไม่หลับไม่นอน ออกตะลอนๆไปโน่นไปนี่ ไม่เคยหมกตัวอยู่โรงแรมเหมือนชาวบ้านเค้า บินไฟล้ท์ ก่อนสุดท้าย คือ SIN MEL แล้วต่อด้วย BKK 48 hr. เมื่อกลางเดินที่แล้ว ก็ส่อเค้าอาการป่วย เพราะโดนฝนหนัดที่ที่กทม.จากการเที่ยวไปเรื่อย พอมาถึงดูไบ อากาศเปล่ยนแปลงกระทันหันแบบรับไม่ทัน อากาศร้อนเกือบห้าสิบองศา แล้วยังต้องหอบสังขารไปทำไฟล้ไคโรกลางเที่ยงแดดเปรี้ยงๆ แทบทำเครื่องบินเป็นเตาอบ
ตอนนั้นอาการไม่ค่อยดี เนื่องจากนอนน้อยมาหลายวัน พอมาเจอแดดเปรี้ยงลงกลางหัวเลยทำท่าไม่ค่อยดี หน้ามืด พอเข้าไปในห้องแอร์ก็ร้อนหนาวอีกรอบ คราวนี้เดินไปบอก Duty Control บอกชั้นอาการไม่ดีเลยทำไงดี ยังไม่ทันขาดคำอิชั้นก็ลิมตึงไปเลย ได้ยินหมอมาช่วย ก็บอกว่าความดันเลือดต่ำ ท่าทางจะเป็นเป็น Heatstroke เลยเอาส่ง Medical Center Dubai Airport หมอพยาบาลประเทศก็มือหนักอย่าบอกใคร จิ้มเข็มน้ำเกลือลงไปเต็มๆมือขวา ..แมร่ง ....... ตื่นมาแล้วเราจะบ้า พอดีตอนนั้นสลบไปเลยไม่รู้ตัว พอรู้อีกทีก็เจอว่ามือขวาโดนเข็มใหญ่เท่าซี่ล้อจักรยานปักคามือ ...เอ่อ ... แล้วเราจะทำไรได้เนี่ยยยยย
พอได้น้ำเกลือ ร่างกายก็แช่มชื่น หลั่นล้ากลับบ้าน... มีวันหยุดสี่วันกะจะกลับกรุ่งเทพซักหน่อย ... ปรากฏว่า อาการเริ่มไม่ค่อยดี ตั้งใจเดินทางตอนเช้าแล้ว... อาการไม่ดีขึ้น เลยบอกแท้กซี่เลี้ยวเข้าคบีนิคท่าจะเวิร์คกว่า ไม่อยากเอาตัวไปตายที่สนามบิน...พอเข้าคลีนิคหมอก็จับตรวจเลือด เราก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อวานเพลียๆ คงจะเป็นลมแดดละมั้ง หน้ามืด แต่วันนี้รู้สึกว่ามีไข้ด้วย ไม่ไหวจริงๆ หมอก็ไม่ได้ให้ยาไรเพิ่ม แค่บิกให้กินพาราต่อไป เพราะยังไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรกันแน่ แค่ตรวจเลือด ตรวจฉี่ แล้วปล่อยกลับบ้าน
ผลออกมาว่าคืนนั้นอาการทรุดมากๆ เจ็บคอมาก พยายามกินยาลดไข้เท่าไหร่ก็ไม่ช่วย พยายามทำตัวให้หาย จะได้กลับบ้านตามที่ตั้งใจไว้ตอนแรกแต่ก็ไม่หาย ... ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากคลีนิค บอกว่า เจอผลเลือดผิดปกติ พรุ่งนี้ให้มาหาหมอด้วย ด่วนๆ เราได้ยินเท่านั้นก็ใจไม่ค่อยดีแล้ว อยากจะหาย พยายามกินกะนอน แต่ก็ไม่ไหว ตื่นเข้ามาเลยรู้ว่าจะเอาสังขารตัวเองไม่รอดเลว โทร.หาคุณเมดจ๊อย ขุดมันขั้นมาแต่เช้า ... สงสารจ๊อยมาก เพราะเพิ่งนอนไปชั่วโมงเดียว บอก "จ๊อยช่วยเอาเราไปคลินิคหน่อย หมอโทร.มาให้ไปหา... ไม่ไหวแล้วว่ะ"
ข่มใจไปจนถึงคลินิค หนาวสั่นไม่ นั่นงรอหมอแต่สติสตังค์ไม่อยู่กะที่ พอหมอเรียกเข้าไปในห้องเท่านั้น เราลุกขึ้นแล้วก็ฟุบไปไปอีกรอบ เป็นลมล้มลมพับไปอีกที... อันนี้คุณหมอเลยติดสินใจเอาเราเข้าโรงบาล สั่ง Admitted เราทันที ผลเจาะเลือดที่ได้มา ก็บอกว่า ไทรอยด์ลดลงต่ำ อีที่บ่นเจ็บคอมาหลายวันเป็นเพราะไทรอยด์มันไม่ทำงานแล้วไง หมอบอกว่า ur thyroid stop working อ้นนี้ก็ เข้าโรงบาลไปสามวัน....
เรื่องยังไม่จบแค่นี้ เราคื้อด้านกะหมออยากจะออกจากโรงบาลเร็วๆ เพราะเบื่อแล้ว อยากไปบิน แถมไฟล้ท์ต่อไปปคือ กทม. ซิดนีย์ เป็นหนทางของการกลับบ้าน อีชั้นทำตัวร่าเริงแต่งหน้าไปหาหมอทั้งที่ข้างในยังครึ่งๆกลางๆอยู่ .. หมอเห็นหน้าปุ๊บก็บอก im not happy to see u working... you r still unfit to operate
ใจก็รูอยูเต็มอกว่าหมอสั่งห้าม แต่ก็...เอาวะ เผื่อฟลุก..และแล้ว ความฟลุคก็มีจริง ฮ่าๆๆๆ ตื่นเช้ามา เฮ่ยย... หมอยังไม่รีมูฟไฟล้นี่นา เรายังมีชื่ออยู่เลย ..ได้ทีแล้วชั้นก็ลากกระเป๋าไปเรยค่า จะพลาดเหรอ ฮ่าๆ
บินมาถึงกทม.ก็ไม่ออกไปไหน ไม่นึกว่าจะไฟล้ท์สุดท้ายก่อนต้องพักยาว ... นอนเต็มที่กะว่าเอาวะ พรุ่งนี้ไปซิดนีย์ต่อ ... พอมาถึงซินีย์เช้า ..อยู่ๆก็มีกระทาย aussie accent โทร.มาเรียกชื่อเราซะเพราะ บอกว่า Aksika .. who allow you yo fly ???? ไอ้เราก็นึกว่าเพื่อนที่ซิดนีย์โทร.มาแซว ยังสวนไปอีว่าข้อเท้าพับหน้าโรงพยาบบาลว่า who is that..im sleeping doung xxxx kidding me !! ok ? im sleeping... แล้วเสียงนั้นก็กลายเป็นเสียงอันห้าวหาญ ทำเราตื่น บอกว่า
"This is station manager from Sydney...i wanna tell you that you r not fit..and you need to come back to Dubai....now" อันเนื่องมาจากคุณหมอไม่ได้รีมูฟไฟล้ท์เราออก ประกอบกับติดวันหยุดราชการของที่ดูไบ ทุกคนก็เหมือนลืมๆ พอวันต่อไป ทุกคนเปิดมาทำงาน พบว่าอิชั้นไปบินแล้ววว เลยตกอกตกใจ เรียกอิชั้นกลับดูไบแทบไม่ทัน เหมือนเวลตาลโดนส่งตัวกลับเลย ... เลยต้องนั่งเป็นผู้โดย Deadhead กลับดุไบ เฮ้ออ เศร้า ....
มาถึงเรื่องเศ้รากว่า ที่บอกว่าความป่วยมันตามจะฆ่าเราให้ตาย ก็พอกลับมาถึงดูไบ ต้องลากสังขารไปหาหมอนี่สิ .. เห็นแล้วว่า ถ้าป่วยคราวหลัง ท่าทางอยู่บ้านจะง่ายกว่านี้เยอะ...เนื่องจากต้องลากตัวเองฝ่าแดด ฝ่าลมร้อนประมาณครึงร้อยองศา แล้วยังต้องมาไล่จับแท้กซี่จนชีวิตจะหาไม่อยู๋แล้ว... เราก็ไปเจอหมอตามนัดแล้ว... ให้หยูกยากันมารักษา แต่เดินมายังไม่ถึงหน้าโรงบาล ...เอ่อ มันร้อนมากเลยอ่ะ ตัวเราไข้กลับมาอีกรอบเลยไม่ไหวแล้ว แท้กซี่ก็ไม่มี เดินโซซัดโซเซ และแล้วคราวนี้หน้ามืดอีกรอบ คอแห้งแทบไม่ไหวแล้ว อันนี้ทรุดลงนั่งทับขาอย่างจัง รู้สึกตัวอีกที พยายามยืมขึ้น แต่แล้วก้ต้องร้องกรี๊ดๆ ทั้งน้ำตาไหลออกมาเป็นสายที่เห็นข้อเท้าหักพับติดพื้นกะตา ..กรี๊ดๆๆๆจนใจเสียแล้วก็มีคนมาช่วยพอส่งห้องฉุกเฉิน ที่โรงบาลบาลเดิมจนหมอข้างในงงว่าเพิ่งออกไม่ใช่เหรอ แล้วไรอีกเนี่ย จะพิการซำซ้อนไปถึงไหน.. ผลเอ็กเรซ์ ปรกาฎว่า "หัก" ค่ะ กระดูกข้อเท้าแตก เฮ้อออออฦ.......... แทบเป็นบ้า คราวนี้เลยออกตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน แล้วก็กลับมาผ่าตัดเอ็นข้อเท้าอย่างที่เห็นนน เฮ้อออออออออออออ

สุดท้ายนี้ ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เป็นกำลังใจ ทำให่หายวันหายคืนน
เฮ้ออออ อยากเดินแล้วอ่ะ คิดถึงผู้โดย